เรื่องของนกแก้ว

ชายคนหนึ่งไปซื้อนกแก้วที่ร้านขายสัตว์เลี้ยง

เห็นนกแก้วตัวหนึ่งกำลังนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์และเคาะแป้นคีย์บอร์ดอยู่จึงเกิดสนใจถามคนขายว่านกแก้ว

ตัวนั้นราคาเท่าไหร่

ชายคนนั้น : ลุงๆไอ้ตัวนั้นราคาเท่าไหร่

คนขาย : 15 , 000 บาท

ชายคนนั้น : แล้วมันทำไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ก็ไม่เท่าไหร่ แค่ใช้ window,mac,unix แล้วก็พวกซอฟแวร์ office ต่างๆ

ชายคนนั้น : แล้ว ไอ้ตัวข้างๆมันล่ะ

คนขาย : 25 , 000 บาท

ชายคนนั้น : โอ้โห อย่างนี้มันคงเขียนโปรแกรมได้ด้วยมั้ง ( หัวเราะ)

คนขาย : ก็ใช่ แถมมันยังดูแล server แล้วก็เขียนโปรแกรมจัดการกับ Database ของร้านได้ด้วยนะ

ชายคนนั้น : แล้วไอ้ตัวนั้นล่ะ ตัวที่มันนั่งเฉยๆอยู่ข้างหลังน่ะ

(ชี้ไปที่นกอีกตัว) มันทำอะไรได้บ้างล่ะ

คนขาย : ไอ้ตัวนั้นอ่ะนะ วันๆผมไม่เห็น มันทำอะไรเลย นอกจากแหกปากด่าไอ้สองตัวที่นั่งอยู่หน้าคอมอยู่นั่นแหละ ผมโคตรรำคาญมันเลยคุณ

ชายคนนั้น : แล้วมันราคาเท่าไหร่ล่ะ

คนขาย : 100,000 บาท

ชายคนนั้น : เฮ้ย ทำไมล่ะ

คนขาย : ผมก็ไม่รู้ แต่เห็นไอ้ 2 ตัวนั้น เรียกมันว่า หัวหน้า !!! ใช่เลยสุดยอด 5555 ขำๆ

ตดบอกนิสัย‏

1. คนใจเย็น – คนที่กลั้นตดจนถึงจุดระเบิด

2. คนขี้อวด – คนที่ตดดังสนั่น แล้วยืนหัวเราะชอบใจ

3. คนไม่จริงใจ – คนที่ตด แล้วหันไปมองหน้าเด็ก

4. คนงก – คนที่ชอบยืนดมตดตัวเอง

5. คนโชคร้าย – คนที่ตด ขณะเอามือตบโต๊ะไปด้วยแต่พลาดจังหวะ(ซวย)

6. คนซาดิสต์ – คนที่ตดในผ้าห่มแล้วกดหัวแฟนตัวเองไปดม

7. คนเจ้าเล่ห์ – คนที่ตดพร้อมกับไอกระแอมเบาๆ

8. คนสุภาพ – คนที่กล่าวคำขอโทษ ก่อนและหลัง การตด(ทั้งๆที่อยู่คนเดียว)

9. คนมั่งคั่ง – คนที่ตดอย่างสม่ำเสมอ เป็นจังหวะ และยาวนาน

10. คนใจร้าย – คนที่ตดไม่มีเสียง แต่เหม็นโคตร

11. คนดีแต่พูด – คนที่ตดโคตรดัง แต่ไม่มีกลิ่น(เน้นการใช้เสียงเพื ่อขู่ศัตรู)

12. คนหลายใจ – คนที่ตด ขี้ เยี่ยว ไปพร้อมๆกันในเวลาเดียว

13. คนใจบุญ – คนที่ตดอยู่หนือลม

14. นักวิทยาศาตร์ – คนที่ชอบวิเคราะกลิ่นตดว่าอาหารก่อนหน้าประกอบด้วยอะไรบ้าง

15. ผู้ดี – คนที่กลั้นตดไว้เป็นชั่วโมงเพื่อ กลับไปตดที่บ้าน

16. แพทย์ – คนที่ล้างมือ ก่อนและหลังตด

คีโมกับมะเร็งและการดำรงชีวิต (ดีมาก ๆ)‏

หลังจากหลายปีที่พูดกันว่าการทำคีโมเป็นทางเลือกเดียวที่จะ ลอง และใช้ในการกำจัดโรคมะเร็ง ในที่สุดโรงพยาบาลจอห์น ฮอพกินส์ก็เริ่มแนะนำถึงทางเลือกอื่นๆอีก

ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับโรคมะเร็งจาก รพ.จอห์น ฮอพกินส์

1. ทุกๆ คนมีเซลมะเร็งอยู่ในร่างกาย เซลมะเร็งเหล่านี้จะไม่ปรากฎด้วยวิธีการตรวจสอบตามมาตรฐาน จนกระทั่งมันขยายตัวเพิ่มขึ้นในระดับพันล้านเซล เมื่อแพทย์บอกว่าไม่มีเซลมะเร็งในร่างกายผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ได้รับการรักษา แล้ว มันหมายถึงว่าระบบไม่สามารถตรวจสอบเซลมะเร็งได้เพราะว่าจำนวนของมันยังไม่ มากพอ จนถึงระดับที่สามารถตรวจจับได้เท่านั้น

2. เซลมะเร็งเกิดขึ้นระหว่าง 6 ถึงมากกว่า 10 ครั้งในช่วงอายุของคนๆหนึ่ง

3. เมื่อระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายแข็งแรงเพียงพอ เซลมะเรงจะถูกทำลายและป้องกันไม่ให้เกิดการขยายตัวและกลายเป็นเนื้องอก

4. เมื่อ ใครก็ตามเป็นมะเร็ง มันกำลังบอกว่าคนๆนั้นมีความบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ ซึ่งอาจเกิดจากยีน สิ่งแวดล้อม อาหารและปัจจัยอื่นๆในการดำรงชีวิต

5. เพื่อ เอาชนะภาวะบกพร่องหลายประการเกี่ยวกับโภชนาการ การเปลี่ยนแปลงประเภทของอาหารรวมทั้งสารอาหารบางอย่างจะช่วยให้ภูมิคุ้มกัน แข็งแรงขึ้น

6. การทำ คีโมคือการให้สารเคมีที่มีความเป็นพิษกับเซลมะเร็งที่กำลังเติบโตอย่างรวด เร็ว แต่ขณะเดียวกัน มันก็จะทำลายเซลที่ดีที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วในไขกระดูก ทำลายระบบทางเดินอาหาร ฯลฯ และเป็นสาเหตุทำให้อวัยวะบางส่วนถูกทำลาย เช่น ตับ ไต หัวใจ ปอด ฯลฯ

7. การฉายรังสีแม้ว่าจะเป็นการทำลายเซลมะเร็ง แต่ก็ทำให้เกิดอาการไหม้ เป็นแผลเป็น และทำลายเซลที่ดี เนื้อเยื่อ และอวัยวะ

8. การ บำบัดโดยคีโม และการฉายรังสีมักจะช่วยลดขนาดของเนื้องอกได้ในช่วงแรกๆ อย่างไรก็ตามถ้าทำไปนานๆพบว่ามักไม่ส่งผลต่อการทำลายเซลเนื้องอก

9. เมื่อ ร่างกายได้รับสารพิษจากการทำคีโมหรือการฉายรังสีมากเกินไป ระบบภูมิคุ้มกันอาจปรับตัวเข้ากันได้หรือไม่ก็อาจถูกทำลายลง ดังนั้นคนๆนั้นจึงอาจตกอยู่ในอันตรายจากการติดเชื้อหลายชนิดและทำให้โรคมี ความซับซ้อนยิ่งขึ้น

10. การทำ คีโมและการฉายรังสีอาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกลายพันธุ์ ดื้อยา และยากต่อการทำลาย การผ่าตัดก็อาจเป็นสาเหตุทำให้เซลมะเร็งกระจายไปทั่วร่างกาย

11. วิธีที่ดีที่สุดในการทำสงครามกับมะเร็ง คือการไม่ให้เซลมะเร็งได้รับอาหารเพื่อนำไปใช้ในการขยายตัว

อะไรคืออาหารที่ป้อนให้กับเซลมะเร็ง

a.   น้ำตาลคืออาหารของมะเร็ง การตัดน้ำตาลคือการตัดแหล่งอาหารสำคัญที่จ่ายให้กับเซลมะเร็ง สารทดแทนน้ำตาลอย่างเช่น ‘ นิวตร้าสวีต ‘ ‘ อีควล ‘ ‘ สปูนฟูล ‘ ฯลฯ ล้วนทำมาจากสารให้ความหวาน ซึ่งเป็นอันตราย สารทดแทนซึ่งเป็นกลางที่ดีกว่าคือน้ำผึ้งมานูคา (จากนิวซีแลนด์) หรือน้ำอ้อย แต่ในปริมาณน้อยๆเท่านั้น เกลือสำเร็จรูปก็ใช้สารเคมีในการฟอกขาว ควรหันไปเลือกใช้ ‘ แบรก อมิโน ‘ หรือเกลือทะเลแทน

b.   นม เป็นสาเหตุทำให้ร่างกายผลิตเมือก โดยเฉพาะในระบบทางเดินอาหาร เซลมะเร็งจะไ้ด้รับอาหารได้ดีในสภาวะที่มีเมือก การใช้นมถั่วเหลืองชนิดไม่หวานแทนนม   จะทำให้เซลมะเร็งไม่ได้รับอาหาร

c.   เซลมะเร็งเติบโตได้ดี ในภาวะแงดล้อมที่เป็นกรด อาหารจำพวกเนื้อจะสร้าง สภาวะกรดขึ้น ดังนั้นจึงควรหันไปรับประทานปลาจะดีที่สุด รองลงไปคือรับประทานไก่แทนเนื้อและหมู ในเนื้ออาจมียาฆ่าเชื้อ ฮอร์โมนที่สร้างการเจริญเติบโตในสัตว์ และเชื้อปรสิตบางประเภทตกค้างอยู่ ซึ่งล้วนเป็นอันตราย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับคนที่เป็นมะเร็ง

d.   อาหารที่ประกอบด้วยผักสด 80% และน้ำผลไม้ พืชจำพวกหัว เมล็ด ถั่วเปลือกแข็ง และผลไม้จำนวนเล็กน้อย จะช่วยทำให้ร่างกายมีสภาวะเป็นด่าง อาหารอีก 20% อาจได้มาจากการทำอาหารร่วมกับพืชจำพวกถั่ว น้ำผักสดจะให้เอ็นไซม์ซึ่งสามารถดูดซึมได้ง่ายและซึมทราบสู่ระดับเซลภายใน 15 นาที เพื่อบำรุงร่างกายและส่งเสริมการเจริญเติบโตของเซลที่ดี เพื่อให้ได้เอ็นไซม์ในการสร้างเซลที่ดี ให้พยายามดื่มน้ำผักสด ( ผักส่วนใหญ่รวมทั้งถั่วที่มีหน่อหรือต้นอ่อน) และรับประทานผักสดดิบ 2-3 ครั้งต่อวัน เอ็นไซม์จะถูกทำลายได้ง่ายที่อุณหภูมิ 140 องศา F ( ประมาณ 40 องศา C)

e.   ให้หลีกเลี่ยงกาแฟ น้ำชา และช๊อกโกแลต ซึ่งมีคาเฟอีนสูง ชาเขียวถือเป็นทางเลือกที่ดีและมีคุณสมบัติในการต้านมะเร็ง น้ำดื่มให้เลือกดื่มน้ำบริสุทธิ์ หรือที่ผ่านการกรอง เพื่อหลีกเลี่ยงท๊อกซินและโลหะหนักในน้ำประปา น้ำกลั่นมักมีสภาพเป็นกรด ให้หลีกเลี่ยง

12.   โปรตีนจากเนื้อจะย่อยยาก และต้องการเอ็นไซม์หลายชนิดมาช่วยในการย่อย เนื้อสัตว์ที่ไม่สามารถย่อยได้ในระบบทางเดินอาหารจะเกิดการบูดเน่าและมีความ เป็นพิษมากขึ้น

13.   ผนังของเซลมะเร็งจะมีโปรตีนห่อหุ้มไว้ การงดหรือการรับประทานเนื้อสัตว์น้อยลง จะทำให้มีเอ็นไซม์เหลือมากพอมาใช้โจมตีกำแพงโปรตีนที่ห่อหุ้มเซลมะเร็ง และช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น

14.   สารอาหารบางอย่างอาจช่วยเพิ่มภูมิคุ้มกัน ( สาร IP6 [inositol hexaphosphate หรือ phytic acid], สาร Flor-essence, สาร Essiac, สารแอนตี้-อ๊อกซิแดนส์ , วิตามิน , เกลือแร่ , EFAs ฯลฯ) เพื่อช่วยให้เซลของร่างกายสามารถกำจัดเซลมะเร็งได้ดีขึ้น สารอาหารอื่นๆเช่น วิตามินอี เป็นที่ทราบกันดีว่าทำให้เกิดการตายลงของเซล หรือกำหนดระยะเวลาการตายของเซล ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายในการกำจัดเซลที่ถูกทำลาย ซึ่งไม่เป็นที่ต้องการ หรือไม่มีประโยชน์ออกไป

15.   มะเร็ง เป็นโรคที่สัมพันธ์กับจิตใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณ การป้องกันเชิงรุกและการคิดในเชิงบวกจะช่วยให้เราสามารถอยู่รอดจากการทำ สงครามกับมะเร็ง.. ความโกรธ การไม่รู้จักให้อภัย และความขมขื่นใจ จะทำให้ร่างกายเกิดความตึงเครียดและมีสภาวะเป็นกรดเพิ่มขึ้น ให้เรียนรู้ที่จะมีความรักและจิตวิญญาณแห่งการให้อภัย เรียนรู้ที่จะผ่อนคลายและมีความสุขกับชีวิต

16.   เซลมะเร็งไม่สามารถเจริญเติบโตได้ในสภาวะที่มีอ๊อกซิเจนเป็นจำนวนมาก การออกกำลังกายทุกวัน และการหายใจลึกๆจะช่วยให้่ร่างกายได้รับอ๊อกซิเจนเพิ่มขึ้นลงไปจนระดับเซล การบำบัดด้วยอ๊อกซิเจนถือเป็นวิธีการอีกอย่างที่ใช้ในการทำลายเซลมะเร็ง

( กรุณาช่วย Forward ไปยังบุคคลที่คุณรักและห่วงใย)
นี่คือเรื่องที่คุณควรส่งออกไปให้คนที่มีความสำคัญกับชีวิตคุณได้รับรู้รับทราบ

Tenses ในภาษาอังกฤษ

Tenses เป็นสิ่งที่บอกความหมายของประโยคในด้านเวลา เป็นวิธีแสดงว่า เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อไร เช่น เกิดขึ้นแล้วในอดีต หรือ ยังไม่เกิดขึ้น เป็นต้น ในภาษาไทยเรา เราใช้คำบางคำเพิ่มเติมเข้าไปเพื่อแสดงว่า เหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้นหรือยัง เช่นบอกว่า เขากินแล้ว พูดอย่างนี้ แสดงว่า เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นแล้ว ขณะนี้อาหารได้อยู่ในกระเพาะเขาเรียบร้อยแล้ว
แต่ในภาษาอังกฤษ การบอกว่าเหตุการณ์นั้น ๆ เกิดขึ้นหรือยัง เขาใช้วิธีการเปลี่ยนรูปของกริยา เช่น
เขากินแล้ว
He ate already. (ate มาจากคำว่า eat)

ในบทเรียนนี้ เราจะเรียนรู้รูปแบบของ Tenses ตลอดจนความหมายของ Tense นั้น ๆ ด้วย

Tenses ที่ควรรู้ มีดังนี้

Present Tense

  • Present Simple Tense
    Suda eats rice. (สุดากินข้าว)
  • Present Continuous Tense
    Suda is eating rice. (สุดากำลังกินข้าว)
  • Present Perfect Tense
    Suda has eaten rice. (สุดากินข้าวแล้ว)

Past Tense

  • Past Simple Tense
    Suda ate rice. (สุดากินข้าวแล้ว)
  • Past Continuous Tense
    Suda was eating rice. (ขณะสุดากำลังกินข้าว ….)

Future Tense

  • Future Simple Tense
    Suda will eat rice. (สุดาจะกินข้าว)

Past Simple Tense

รูปแบบประโยค

ประโยคบอกเล่า

ประธาน (Subject) กริยา (Verb) ช่องที่ 2
Warawan smiled.

ประโยคคำถาม

กริยาช่วย ประธาน (Subject) กริยา (Verb) ช่องที่ 1
Did Warawan smile?

ประโยคปฏิเสธ

ประธาน (Subject) กริยาช่วย not กริยา (Verb) ช่องที่ 1
Warawan did not smile.

กริยาโดยทั่วไป เมื่อเป็นช่อง 2 จะเติม ed แต่ก็มีกริยาหลายตัว ที่เปลี่ยนรูปไป ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ เราเรียกกริยาพวกนี้ว่า เป็น Irregular verbs เช่น eat (ช่อง 1) ate (ช่อง 2) eaten (ช่อง 3)
เมื่อมีการนำกริยาช่วยมาใช้ กริยาตัวเดิม จะเปลี่ยนรูปเป็นช่องที่ 1 เหมือนเดิม

การใช้ Past Simple Tense

เราใช้ Past Simple Tense เมื่อต้องการพูดถึงเหตุการณ์ การกระทำ หรือสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเป็นช่วงสั้น ๆ หรือจะเป็นช่วงระยะเวลาอันยาวนานก็ตาม และเหตุการณ์หรือการกระทำนั้น ได้สำเร็จเสร็จสิ้นลงเรียบร้อยแล้ว

ตัวอย่าง

I ate dinner with my sweet heart yesterday. (ผมทานอาหารเย็นกับหวานใจเมื่อวานนี้)
แสดงว่าเมื่อวานได้ไปกินข้าวเย็นด้วยกันมา ตอนนี้อาหารคงย่อยไปหมดแล้ว เพราะผ่านมาได้ 1 วันแล้ว

ตัวอย่างอื่น ๆ

Your friend went back already. (เพื่อนของคุณกลับไปแล้ว)
I lived in Bangkok for 10 years. (ผมอยู่กรุงเทพ เป็นเวลา 10 ปี)
Did you watch the news last night? (คุณได้ดูข่าวเมื่อคืนหรือเปล่า?)

ในการใช้ Past Simple Tense นี้ เรามักจะรู้ค่อนข้างชัดเจน ว่าเหตุการณ์ที่กำลังพูดนั้น เกิดที่ไหน และเกิดเมื่อไร หรือมิฉะนั้น เราก็จะระบุให้ชัดเจนลงไป

ลองดูตัวอย่างต่อไปนี้

He didn’t like the movie (เขาไม่ชอบหนังเรื่องนั้น)
อย่างนี้ แสดงว่า คนที่กำลังพูดถึง หรือ He ต้องเป็นคนที่ทั้งผู้พูดและผู้ฟังรู้กันแล้วว่าหมายถึงใคร และรู้ว่า หนังเรื่องที่ไปดูคือเรื่องอะไร ไปดูที่ไหนก็อาจจะทราบ คำพูดนี้ เป็นการรายงานให้ทราบผลว่า ที่ไปดูหนังด้วยกันนั้น เป็นอย่างไร
I liked football when I was young. (ผมชอบฟุตบอลมาก ในสมัยยังเป็นเด็ก)
Amornrat did not go to work yesterday. (อมรรัตน์ไม่ได้ไปทำงานเมื่อวานนี้)

กริยาช่วย

ทำไมต้องมีกริยาช่วย

คำกริยาโดยทั่วไปแล้ว สามารถใช้ได้ด้วยตัวของมันเอง อย่างไรก็ตาม เมื่อมีการมีการตั้งคำถาม หรือ การตอบปฎิเสธ หรือเมื่อต้องการแสดงความหมายอื่น ๆ เช่น แสดงความหมายเกี่ยวกับ Tense เช่น เน้นว่า ขณะนี้ เหตุการณ์กำลังกระทำอยู่ เป็นต้น คำกริยาโดด ๆ ไม่พอที่จะสื่อความหมายได้ จำเป็นต้องใช้คำกริยาช่วย มาช่วยเสริม เช่น ประโยคที่ว่า
สุดาและมาลี เรียนวิชาประวัติศาสตร์ Suda and Malee study history.
คำกริยา study ไม่ต้องมีกริยาช่วยใด ๆ ก็เข้าใจความหมายแล้ว แต่ถ้าจะทำเป็นคำถาม เราต้องมีกริยาอื่นมาช่วย ในที่นี้ คือคำว่า Do
สุดาและมาลี เรียนประวัติศาสตร์ ใช่ใหม? Do Suda and Malee study histoty?
ประโยคปฏิเสธก็เช่นเดียวกัน เราต้องเอาคำว่า do not มาช่วย เช่น
สุดาและมาลี ไม่ได้ เรียนประวัติศาสตร์ Suda and Malee do not study history.

คำกริยาช่วย ในลักษณะนี้ เรียกว่า auxiliary verbs ซึ่งได้แก่ be, have และ do คำหล่านี้ จะช่วยขยายความหมายของ คำกริยาหลักให้มากขึ้น เช่น ให้ความหมายเกี่ยวกับ tense การปฏิเสธ หรือ การถามคำถามเป็นต้น

ยังมีคำกริยาช่วยอีกประเภทหนึ่ง ที่มีความหมายในตัวเอง เช่น พูดว่า

ฝนอาจจะตก It may rain.

คำกริยาช่วยในที่นี้คือ คำว่า may ซึ่งไม่มีความหมายเกี่ยวข้องกับกริยาหลัก คือคำว่า rain แต่อย่างใด แต่ช่วยเสริมความหมายของประโยค เป็นการคาดคะเน ที่ค่อนข้างแน่ใจ คำกริยาช่วยเหล่านี้ เราเรียกว่าเป็น modal auxiliary verbs ซึ่งยังมีอีกหลายคำ เช่น

ผมต้องกลับบ้านแล้ว I must go home now.
คำว่า must เป็น modal auxiliary verb ช่วยเพิ่มความหมายว่า มีความจำเป็น
อายุเธอต้องไม่ถึง 45 แน่นอน เธอดูหน้าอ่อนจัง She can’t be forty-five yet. She looks so young.
ประโยคนี้ คำว่า can’t ซึ่งย่อมาจากคำว่า cannot มีความหมายแสดงให้เห็นว่า ผู้พูดมีความมั่นใจมาก เพราะดูจากรูปร่างหน้าตาแล้ว ทำให้นึกเช่นนั้น

คำกริยาช่วยเหล่านี้ช่วยบอกความหมายเพิ่มเติมเกียวกับความรู้สึกของผู้พูด เช่น มีความมั่นใจ เชื่อแน่ หรือไม่ค่อยแน่ใจ เป็นต้น

เรามาดูคำกริยาช่วย ที่น่าสนใจบางคำ มีดังนี้

Be

Be มีรูปแบบที่เปลี่ยนไปตามประธาน และ Tense ดังนี้

ประธาน ปัจจุบัน อดีต ตัวอย่าง
I
You
He, She, It
am
are
is
was
were
was
I am studying
You are smiling.
She is smiling.
We
You
They
are were We are studying
Past Participle: been I have been to Chiangmai.

Be เป็นได้ทั้งกริยาช่วย (auxiliary verb) และกริยาแท้ เช่น
Narumon is smiling. เป็นกริยาช่วย บอกว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้นในขณะที่พูด คือ นฤมลกำลังยิ้ม
Narumon is kind. เป็นกริยาแท้ของประโยค คำว่า kind เป็นคำ adjective ไม่ใช่คำกริยา

เราใช้ Be ในฐานะกริยาช่วย ในเหตุการณ์ต่อไปนี้

  1. ใช้เพื่อให้ความหมายว่าเป็นผู้ถูกกระทำ หรือ Passive เราใช้ร่วมกับ past participle หรือ กริยาช่อง 3 เช่นSuda was carried to hospital. สุดาถูกหามส่งโรงพยาบาล
  2. ใช้เพื่อบอกความหมายว่าเหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น ใช้คู่กับ present participle เช่นPrasit was watching television when I came in. ประสิทธิ์ กำลังดูโทรทัศน์ ตอนที่ผมเข้าไป
  3. Be ใช้คู่กับ to และ กริยาช่องที่ 1 มีความหมายถึงความจำเป็น หรือ เป็นการวางแผนไว้ในอนาคต เช่นYou are to go to your room immediately. เธอต้องไปห้องเธอเดี๋ยวนี้
    Priminister Taksin is to make a speech tomorrow. นายกทักษิณ จะปราศรัยพรุ่งนี้

Have

Have เป็นได้ทั้งกริยาแท้ และกริยาช่วย
เรา ใช้ have ที่เป็นกริยาช่วย เพื่อแสดงว่าอยู่ใน Perfect Tense เราใช้ร่วมกับ กริยาที่เป็น past participle หรือ กริยาช่องที่ 3 เช่น

I have seen this man before. ผมเคยเห็นผู้ชายคนนี้มาก่อน

เราใช้ have ที่เป็นกริยาแท้ ในกรณีต่อไปนี้

  1. ใช้ในความหมายว่า มี หรือเป็นเจ้าของ เช่นDo you have any money? คุณมีเงินบ้างไหม
  2. ใช้กับการกินอาหาร เช่นผมมักจะดื่มนมก่อนนอน I usually have som milk before going to bed.
  3. ใช้กับการต้อนรับแขก เช่นผมให้สมศักดิ์มาพักด้วย 3 วัน I had Somsak with me for three days.

ตัวอย่างการใช้ กริยาช่วย

verb to be ได้แก่คำว่า is, am, are, was, were แปลว่า”เป็น, อยู่, คือ”
be เป็นรูปเดิมเมื่อกระจายรูปจะได้เป็น   is,am,are เปลี่ยนเป็นช่องที่สองคือ was were และเปลี่ยนเป็นช่องที่สามคือ been
ใช้กับ Present tense (ปัจจุบันกาล)
is ใช้กับประธานเอกพจน์
am ใช้กับประธานคำว่า I
are ใช้กับประธานพหูจน์
ใช้กับ Past tense (อดีตกาล)
was ใช้กับประธานเอกพจน์
wereใช้กับประธานพหูพจน์
หน้าที่ของ verb to be
1.ทำหน้าที่ช่วยกริยาตัวอื่นในประโยค continuous tense และประโยค Passive voice
They are watching tv.
She was writing to her parents.
A dog was killed by bad man.
2.ใช้กับประโยคที่มีคำนาม (noun) หรือคำคุณศัพท์ (adjective) ตามหลัง
We are students.
3.ใช้กับประโยคขอร้องและคำสั่ง(ในรูปของ be) เช่น
Be careful!
Be gentle!

Verb to do ได้แก่คำว่า do, does, did
ใช้กับ Present tense (ปัจจุบันกาล)
does ใช้กับประธานเอกพจน์
do   ใช้กับประธานพหูพจน์
ใช้กับ Past tense (อดีตกาล)
did ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และประธานพหูพจน์
Verb to do
ใช้กับ present Simple หรือ past Simple เมื่อเราต้องการเปลี่ยนจากประโยคบอกเล่าเป็นประโยคคำถามและประโยคปฎิเสธ
Present Simple
She goes to school by bus.
She doesn’t go to school by bus.
Does she go to school by bus?

Past Simple
Dum went to the post office yesterday.
Dum didn’t go to the post office yesterday.
Did Dum go to the post office yesterday?
Note: เมื่อเอา Verb to do เข้ามาช่วยกริยาจะต้องเป็น V1เสมอ

Verb to have
ได้แก่คำว่า has,have,had
has ใช้กับประธานเอกพจน์
have ใช้กับประธานพหูพจน์
had ใช้ได้ทั้งประธานเอกพจน์และพหูพจน์ในรูปของ past
1. เราจะใช้กับ Present Perfect Tense และ Past Perfect tense เช่น
Frank has seen the rainbow.
Frank hasn’t seen the rainbow.
Has Frank  seen the rainbow?

They have watched the movie.
They haven’t watched the movie.
Have they watched the movie?

2. Verb to have ที่เป็นกริยาแท้แปลว่า “มี”   “รับประธาน”เช่น
I have a new dress.
I have lunch early every day.
เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฎิเสธและคำถามให้เอา Verb to do มาช่วยเช่น
We don’t have a new home.
Do we have a new home?

can could แปลว่า “สามารถ”
1.ใช้กล่าวถึงความสามารถว่าสามารถทำสิ่งนี้สิ่งนั้นได้เช่น
I can play the piano.
I can speak French.
ในรูปประโยคปฎิเสธและคำถามสามารถใช้ can ได้เลยเช่น
She can’t drive.
Can you drive?

2.เราจะไม่ใชั can กับ infinitive หรือ participles แต่เมื่อจำเป็นเราจะใช้คำอื่นแทนเช่น
Are you be able to go home late?
She will be able to drive soon.
3.could เป็น past ของ can เราใช้ could สำหรับความสามารถทั่วไป หรือการอนุญาตเช่น
She could speak three languages when she was five.
He finished his home work. He could go out to play.

3. เราใช้ can และ could

3.1 กับความสามารถ (ability)
I can use a computer.
3.2 การขอหรือการให้อนุญาต
Can I use your bicycle?
You can leave early today.
แต่ถ้าเป็นแบบสุภาพหรือเป็นทางการเราจะใช้ could เช่น
Could you hand me that book,please?
3.3 การขอร้อง (requests)
Can you …. ?
could you…? สุภาพกว่า
Do you think you could…?
can you take this bag?
Could you loan a hundred baht?
Do you think you could help me move this box?
3.4 เสนอตัวเพื่อช่วยเหลือ (offers) เช่น
Can I turn the air on for you ?
3.5 พูดถึงความเป็นไปได้และคาดคะเนในสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น (possibility and probability)
ใช้ can กับสถานการณ์หรือเหตุการณ์ที่เป็นไปได้ เช่น
This road can be dangerous at night.

may  might
1.ใช้กับการพูดถึงการมีโอกาสของบางสิ่งบางทีอาจเป็นจริงหรืออาจจะเกิดขึ้นเช่น

We may take a day off  next week.
He might call me tonight.
2. might ไม่ได้เป็น past ของ may เราจะใช้ might เมื่อเรามีโอกาสที่น้อยกว่า may เช่น
I may go to visit my parents in this weekend. (บางทีโอกาสจะเป็น 50%)
Jane might go with me. (บางทีโอกาสจะเป็น 30% )

3.การใช้ may/might กับ have ใช้แสดงการคาดคะเนที่อาจจะเกิดขึ้นในอดีต
may/might + have +V3
She may have gone out when I phoned her.
A: I can’t find my book.
B:You might have left it at school.
4. ใช้ may might ในการขออนุญาตเช่น
May I sit here?
I wonder if I might have another cup of coffee?
5.  ใช้ may   ในการอนุญาตและไม่อนุญาตเช่น
Children may not play alone in the pool.
A: May I turn the TV on?
B: Yes, of course you may.

will  would
will
1.ใช้เมื่อเราพูดถึงอนาคต
I will go to school early tomorrow.
2.ใช้ will   แสดงการขอร้องอย่างสุภาพเช่น
Will you open the door for me please?
would เป็นอดีตของคำว่า will
1.ใช้ในประโยคขอร้องที่สุภาพกว่า will
Would you turn the volume down please?

2.ใช้กับประโยค Would you mind if….
Would you mind if I smoke?
3. ใช้ would กับคำ rather แปลว่า ควรจะ….ดีกว่า ตัวย่อ ‘d rather
ใช้ในการเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
I’d rather study harder this year than go to summer school.
4. ใช้ would กับ like to ในีรูปคำถามเป็นการเชื้อเชิญเช่น
Would you like to go dancing with me?

shall  should
shall
1.ใช้ในประโยคอนาคตกาล (Future tense) ตามปกติแล้ว shall ใช้กับ ประธาน I และ We

2. ใช้ในการเสนอหรือให้คำแนะนำ และใช้เมื่อขอคำแนะนำเราจะใช้
Shall I…?
Shall we …?
Shall I carry your books?
Shall we go shopping?
Should
1.ใช้เมื่อพูดเกี่ยวกับภาระหน้าที่และความคิดเห็นที่ใกล้เคียงกันเช่น
People should be careful about food.
She shouldn’t act like that in public.
2. ใช้ Should I….? สำหรับการขอคำแนะนำ การยื่นมือช่วยเหลือ เช่น
Should I go out with him ?
Should I help you clean up this area?
3. ใช้เมื่อกล่าวถึงสิ่งที่ควรจะทำแปลว่า”ควรจะ” เช่น
You work all day. You should take a rest.
4. ใช้ should have +V3   ใช้พูดเกี่ยวกับอดีตโครงสร้างนี้ใช้กับสิ่งที่ไม่ได้เกิดขึ้นหรืออาจจะเกิดหรือไม่ได้เกิดขึ้นเช่น
They should have arrived here by now.
I should have written a note for him
5. ใช้กับประโยค if clause เช่น
If I had a lot of money, I would be happy.

must
แปลว่า “ต้อง”ตามด้วยกริยาช่องที่ 1มีหลักการใช้ดังนี้
1. ใช้แสดงความจำเป็นที่ต้องกระทำ
You must hand your homework in tomorrow.
2. ใช้ในการให้คำแนะนำหรือการสั่งกับตัวเราเองหรือกับบุคคลอื่นเช่น
He really must stop drinking.
You must sit there for two hours.
You mustn’t talk in the classroom.
3. เราใช้ have to แทน must ได้
ความแตกต่างระหว่างการใช้ must และ have to
must   เป็นการสั่งความจำเป็นมาจากบุคคลที่กำลังพูดหรือกำลังฟัง
have to พูดถึงความจำเป็นที่มาจากภายนอกบางทีอาจจะเพราะว่ากฎหมาย
กฏระเบียบหรือเป็นข้อตกลงเช่น
I must go home now. It’s going to rain soon.
You must stop smoking.
I have to stop smoking because I’m sick.
mustn’t ใช้บอกบุคคลไม่ให้ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้
haven”t got to, don’t have to ใช้พูดในบางสิ่งที่ไม่สำคัญเช่น
You mustn’t tell Dang. มีความหมายว่า (Don’t tell Dang.)
You don’t have to tell your wife. หมายความว่า
(You can if you like, but it is not necessary.)
4. ใช้ must เมื่อพูดถึงสิ่งที่เราแน่ใจเช่น
The boy keeps crying. He must be really sick.

need เป็นได้ทั้งกริยาช่วยและกริยาแท้
1. เมื่อใช้เป็นกริยาแท้ need + to +V1
He needs to clean his car.
You need to water the flowers.
ถ้าต้องการทำเป็นประโยคปฎิเสธและประโยคคำถาม ให้เอา Verb to do มาช่วย
You don’t need to help him.
Do we need to reserve the room?
2.เมื่อใช้เป็นกริยาช่วยเราไม่ค่อยใช้เท่าไหร่ซึ่งส่วนใหญ่จะเห็นการใช้
needn’t เช่น
You needn’t explain. I understand.
3. การใช้ needn’t + have +V3 แสดงถึงการกระทำที่ไม่จำเป็นต้องทำในอดีตแต่ทำไปแล้วเป็นการเสียเวลาเปล่า
Your mother needn’t have cooked for us. We ate out.

dare แปลว่า “กล้า “เป็นได้ทั้งกริยาช่วยและกริยาแท้
1. เป็นกริยาแท้ dare + to +V1และเมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฎิเสธ
และประโยคคำถามให้เอา Verb to do มาช่วยเช่น
She dare to say what is right.
I doesn’t dare to tell him the truth.
2. เป็นกริยาช่วยเราไม่นิยมใช้เป็นประโยคบอกเล่าแต่เราจะใช้ daren’t
กับคนบางคนไม่กล้าทำบางสิ่งบางอย่างในขณะที่พูด
I daren’t look.
I daren’t touch it.

ought แปลว่า “ควรจะ” มีหลักการใช้ดังนี้
1.ใช้ ought ตามด้วย to เสมอใช้ในการแนะนำสิ่งที่ควรทำให้กับคนอื่นรวมทั้งตัวเราเองด้วยมีความหมาย
ใกล้เคียงกับคำว่า Should เช่น
I really ought to teach her English.
People ought not to cross the road over there.
2.ใช้ ought to+ have +V3 พูดถึงสิ่งที่ควรทำในอดีตแต่ไม่ได้ทำ
You ought to have phoned him yesterday.

used to แปลว่า “เคย”
ปัจจุบันเราไม่นิยมใช้ used to ในรูปแบบของกริยาช่วยแล้ว
เราใช้เฉพาะเป็นกริยาแท้พูดถึงสิ่งที่ทำเป็นนิสัยในอดีต
ซึ่งปัจจุบันได้หยุดไปแล้วเช่น
I used to eat a lot.
She used to be shy.
เมื่อเป็นประโยคคำถามและประโยคปฎิเสธเราจะเอา Verb to do เข้ามาช่วย
เมื่อเอา Verb to do จะต้องเปลี่ยน use ให้เป็นกริยาช่องที่ 1
Did you use to have a dog?
I didn’t use to watch the news. (เป็นประโยคปฎิเสธเรานิยมใช้ never used to )
I never used to watch the news.

(be) used to +noun / ing แปลว่า “เคยชิน”
I am used to driving at night.
She is used to the cold weather.

Helping or Auxiliary Verbs กริยาช่วย

กริยาช่วยมีด้วยกันทั้งหมด 24 ตัวดังนี้


รูปปฎิเสธ คำย่อ
is is not isn’t
am am not -
are are not aren’t
was was not wasn’t
were were not weren’t
do do not don’t
does does not doesn’t
did did not didn’t
has has not hasn’t
have have not haven’t
had had not hadn’t
can can not can’t
could could not couldn’t
may may not mayn’t
might might not mightn’t
will will not won’t
would would not wouldn’t
shall shall not shan’t
should should not shouldn’t
must must not mustn’t
need need not needn’t
dare dare not daren’t
ought ought not oughtn’t
used to used not to usedn’t to

Introduction to Spring Faces Part 1

 

 As part of the recent final release of Spring Web Flow 2, along comes the official introduction of the Spring Faces module. This module builds on the foundation of Spring MVC and Spring Web Flow (SWF) to provide first-class integration support between JavaServer Faces (JSF) and Spring. Spring has long included basic JSF integration in its web module, which by itself provides the necessary glue between a typical JSF web layer and a Spring managed business layer. This integration is what we today refer to as the JSF-centric way of integrating the two technologies. Though many applications have been built successfully using this approach, we on the Spring Web team felt that there was still a disconnect between the two, with too many artifacts and too much conceptual overhead to manage easily. Continue reading

Customize Theme Multiply

พอดีไปเจอ link สอนวิธีการปรับแต่งบ้าน multiply ของหลายๆคน  ให้สวยน่ารักต้องที่นี่เลย
http://multiply.kapook.com/
http://customizedthemes.multiply.com/

http://chameabbey.com/2007/dec/tweaking-themes-multiply 

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.